[CS] The diary of Touch Cloud Camp

posted on 08 May 2008 00:28 by pink76  in CubicSchool

Credit : ค่ายดอยแตะเมฆ (เหตุการณ์สมมติ) จากบลอคของ ไทย[ธีร์ นทีธารทรัพย์พิสิทธิ์]

 

ทั้งหมดนี้เป็นการเล่าเรื่องผ่านตัวหนังสือในไดอารี่เฉพาะกิจของมินท์ ที่ทำหน้าที่เก็บเรื่องราวทั้งหมดระหว่างการท่องเที่ยวในแต่ละครั้งค่ะ

***

วันที่ 2 เดือน พฤษภาคม ปี 2551
บนรถไฟ


ขอสารภาพตามตรงว่าตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับ นี่เป็นครั้งแรกของฉันที่จะได้ออกไปค้างคืนกับเพื่อนที่ไกลจากบ้านโดยไม่มีคุณแม่ตามมาด้วย
แม่เป็นห่วงฉันมากเลยล่ะ ก่อนออกจากบ้านก็เตรียมของเสียเยอะแยะวุ่นวาย ซึ่งพอมานั่งดูจริงๆแล้ว ส่วนมากดูจะเป็นของที่ออกจะไร้ประโยชน์ไปซักหน่อย
เวลาคุณแม่ตื่นเต้นจนดูลนลานนี่ดูตลกเหมือนกันนะ นานๆทีฉันจะเห็นซักที เพราะปกติแม่ก็จะเป็นคนเรื่อยๆ ฉันยังไม่เห็นแม่จะรีบร้อนกับอะไรสักเรื่อง

แล้วฉันก็มาถึงหัวลำโพงตอนหกโมงกว่าด้วยฝีมือการขับรถของคุณพ่อ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ขึ้นรถไฟ แต่นี่เป็นครั้งแรกของฉันที่หัวลำโพง

ก่อนที่ฉันจะขอแยกตัวไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ แม่ฉันก็สั่งโน่นสั่งนี่
อาทิเช่น อย่าเล่นน้ำลึกๆ ตอนขึ้นดอยอย่าประมาท เดินตามทางที่อุทยานจัดให้เท่านั้น อย่ารบกวนเพื่อนๆ อย่าลืมอาบน้ำให้สะอาด อย่าทานอาหารทั้งๆที่มือยังสกปรก ฯลฯ
อึดอัดจังที่คุณแม่สั่งห้ามอะไรมากมายขนาดนั้น แต่ฉันก็รับปากไปแล้วแหละว่าจะกลับมาแบบไร้รอยขีดข่วนเลยล่ะ

รถไฟออกตอนสองทุ่มพอดี ก็เป็นธรรมดานะที่จะช้าไปสักหน่อย แต่ทริปนี้เราก็ไม่ได้รีบอะไร ไปสบายๆ กลับสบายๆ รีบไปก็เหนื่อยเปล่าๆ

ฉันจองที่นั่งริมหน้าต่าง ไม่รู้จะนั่งไปทำไมทั้งๆที่รถไฟตอนกลางคืนมันไม่เห็นอะไรเลย แล้วก็จองที่ข้างๆไว้ให้ไทย คนที่เป็นทั้งบัดดี้ของฉันและหัวหน้าค่ายครั้งนี้
ไทยยังไม่มานั่งเพราะกำลังวุ่นวายอยู่กับของที่จะใช้จัดกิจกรรม เกรงใจเขาจัง ทั้งๆที่ต้องประสานงานเรื่องค่ายครั้งนี้ แถมยังต้องมาดูแลบัดดี้ลิงๆอย่างฉันด้วย ขอบคุณจริงๆ

เมื่อรถไฟออกจากสถานีได้ซักพัก อินทรีก็ชักชวนเพื่อนๆร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน ฉันแอบสังเกตุเห็นว่าระไม่ได้ฟัง mp3 อย่างที่เคยเป็นด้วยแหละ
เป็นครั้งแรกนะที่ฉันเห็นเธอไม่ฟังมัน นอกจากเวลาเรียน
แต่พอเล่นไปได้ซักพักเจ้าหน้าที่ก็เดินมาเบรกพวกเราอันเนื่องมาจากเสียงที่ดังรบกวนผู้โดยสาร จากนั้นก็วงแตกไปโดยปริยาย
เพื่อนๆแต่ละคนไม่ได้เลิกเล่นทันทีนะ แต่ค่อยๆทยอยหลับไปทีละคนสองคน แล้วในรถก็เงียบกริบเหมือนกับว่าก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

กว่าไทยจะมานั่งได้ก็เป็นตอนที่เพื่อนๆทั้งหมดหลับกันหมดแล้ว เขาเหนื่อยจริงๆ มันแสดงออกทางสีหน้าได้ชัดเจนเลยล่ะ แต่ไทยก็ได้แต่ปฏิเสธว่าสบายมาก
จะให้ฉันเชื่อได้ที่ไหน นั่งคุยกันได้แป๊ปนึงก็หลับป๊อก!ไปซะแล้ว ปล่อยฉันโม้อยู่คนเดียว เฮ่อ....

เสียงรถไฟดังเป็นจังหวะๆ ในเวลาดึกดื่นขนาดนี้คงเหลือแต่ฉันคนเดียวสินะที่ยังไม่นอน มองออกไปทางหน้าต่างก็มีแต่สีดำ แอร์ก็หนาวซะจนเสื้อกันหนาวตัวเก่งยังต้านทานเกือบไม่ได้
คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่จัง....

 

 

วันที่ 3 เดือน พฤษภาคม ปี 2551
ดอยแตะเมฆ ระหว่างรับประทานอาหารเที่ยง


วันนี้เราไปถึงเชียงใหม่ตอนแปดโมงนิดๆ สงสัยมันจะวิ่งด้วยความเร็วพิเศษ เพราะตอนออกจากสถานียังเลทเลย แต่ถึงตรงเวลาได้ เอากะเขาสิ....
มื้อเช้าของวันนี้เป็นข้าวต้มเจ้าอร่อยของที่นี่ ข้าวต้มร้อนๆกับอากาศเย็นๆ เข้ากันดีที่สุดเลยล่ะ เพื่อนๆหลายคนซัดโฮกๆ ฉันแอบสังเกตเห็นลี่ลี่กินเยอะมาก สงสัยจะหิวล่ะมั้ง?

จากนั้นเราก็ขึ้นรถสองแถว เดินทางสู่เป้าหมายของเรา....ดอยแตะเมฆ

ฉันหยิบกล้องมาถ่ายรูปสองข้างทางซะมากมาย บรรยากาศแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆในกรุงเทพหรือที่บ้านฉันหรอก ส่วนเพื่อนๆก็คุยๆเล่นๆกันบ้าง บางคนก็ทำซึ้ง เหม่อมองป่าเขียวข้างทาง
ยิ่งเข้าไปสูงขึ้น บรรยากาศรอบข้างดีขึ้นเรื่อยๆ ฉันมองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียวขจีที่มีสีของดอกไม้แซมๆอยู่ อากาศก็เริ่มเย็นลงๆ นี่สินะที่เขาเรียกว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว

ภูมิไม่หยิบน้ำมาราดหัวเหมือนตอนอยู่กรุงเทพแล้ว แต่ก็อย่างว่านะ อากาศหนาวจะตาย ขืนไปราดน้ำอะไรอีกคงได้เป็นหวัดกันพอดี จะภูมิก็ภูมิเถอะ หวัดกินได้เหมือนกัน

พอเราเดินทางมาถึงดอยแตะเมฆ ไทยก็ได้แนะนำพี่ชัย เป็นเจ้าหน้าที่ที่จะคอยดูแลพวกเราตลอดค่าย
เขาพาเราไปกางเต็นท์ ก็ชุลมุนพอสมควร เพราะบางคนอาจจะยังกางไม่เป็น ส่วนคนที่กางเป็นก็คงทำไม่บ่อย ยังไม่เชี่ยวชาญหรอก ฉันเองก็เหมือนกัน
ไม้ของเต็นท์น่ะเยอะจะตาย ถึงมันจะเป็นเต็นท์แบบสมัยใหม่ แต่มันก็ทำเอาฉันงงเต็กอยู่ดี

กางเต็นท์เสร็จก็ได้เวลาอาหารเที่ยง ไทยหยิบห่อข้าวมาให้ฉันด้วย เขาดูแลเทคแคร์ดีมากเลยนะ ดีเสียจนฉันเองยังเกรงใจเขาเลยล่ะ
แถมไทยยังถามวันเกิดฉันด้วย เอาไปทำอะไรก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ

ทานข้าวเสร็จฉันก็มีโอกาสได้มองดอยแตะเมฆรอบๆแบบเต็มๆตาซะที บรรยากาศดีมาก อากาศสดชื่น ต้นไม้ก็เขียว ฉันไม่สงสัยเลยสักนิดว่าทำไมไทยถึงได้หลงเสน่ห์ของการท่องเที่ยวธรรมชาติขนาดนี้

ได้เวลาเดินป่าแล้ว ตอนกลางคืนจะกลับมาเขียนต่อแล้วกันนะ

 

วันเดิม
ในเต็นท์ ที่ดอยแตะเมฆ


มาเล่าถึงเรื่องราวตอนเดินป่ากันมั่ง

ก่อนที่จะออกเดินทางจากจุดเริ่มต้น ฉันก็ถูกมัดมือไว้กับไทย ซึ่งจะแกะออกได้ตอนเดินผ่านสะพานไม้ไผ่ไปแล้ว พี่ชัยมัดซะแน่นเชียว ถ้าฉันบอบบางกว่านี้แขนคงช้ำไปแล้วแหละ...
แล้วก็ได้ไข่ไก่มาจากพี่ชัยด้วย ถึงตอนนี้ฉันก็หายสงสัยละว่าไทยถามวันเกิดฉันไปทำไม เพราะจำนวนไข่ที่ได้จะขึ้นอยู่กับวันเกิดของเราสองคนรวมกัน เลขหลักหน่วยได้เท่าไหร่ก็เอาไข่ไปตามนั้น
วันเกิดของไทยคือวันที่ 27 ส่วนวันเกิดของฉันคือวันที่ 31 รวมกันได้ 58......ได้ไข่ตั้งแปดฟองแน่ะ แค่นึกก็หิว เพราะฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าไข่ต้มน้ำพุร้อนมันจะเหมือนไข่ต้มใช้เตาแก๊สที่บ้านรึเปล่า

คู่ของเราเริ่มออกเดินทางเป็นคู่รองสุดท้าย หลังต้นน้ำกับลัค แล้วก็ก่อนสามหนุ่มแว่น
ฉันเองก็เดินไปคุยไปกับไทย รู้สึกเหมือนไม่ค่อยได้ยินเสียงเขาพูดเท่าไหร่ ฉันพูดเร็วไปรึเปล่านะ...
กลัวเหมือนกันว่าไทยจะสับสนงงงวย เพราะฉันเล่าวีรกรรมตอนไปตามพัดชา ซึ่งมันก็จะเกี่ยวพันกับแฟนคลับ เออาร์ ศิลปิน แล้วก็คนเยอะแยะมากมายเลยล่ะ สำหรับฉันแล้วมันถือว่าสนุกมากเลยนะ

เดินมาเพลินๆก็ถึงสะพานไม้ไผ่ ไทยถามน้ำหนักฉัน กลัวว่าสะพานจะรับน้ำหนักฉันไม่ไหว...เสียมารยาทจริงๆ ของอย่างงี้ฉันจะบอกง่ายๆได้ไง
แต่สุดท้ายไทยก็เสียสละยอมเดินลุยน้ำแล้วให้ท่านหญิงมินท์เดินบนสะพานแทนด้วยล่ะ ฮ่าๆ ขอบคุณมากๆเลยนะไทย
เดินๆไปไทยก็หนาวปากสั่นฟันกระทบกึกๆไปหมด ถามแล้วก็บอกว่าไทยแข็งแรง สบายมาก...นี่ฉันคงจะเชื่ออะไรที่ไทยบอกมาไม่ได้เลยล่ะมั้ง บนรถไฟก็ทีนึงละ มาโกหกเพื่อนแบบนี้ เกิดไม่สบายไปฉันคงรู้สึกผิดเหมือนกันนะ
แต่ว่าฉันเองก็ไม่มีผ้าอะไรติดตัวมาเลยนอกจากผ้าเช็ดหน้า ก็เลยเอาให้ไทยไปเช็ดๆซะหน่อย ขืนปล่อยให้ตัวเปียกแบบนี้คงไม่ดีเท่าไหร่หรอก

จากนั้นฉันก็ไปช่วยเพื่อนๆสร้างสะพาน ถึงตัวฉันจะไม่ได้ใหญ่ยักษ์เหมือนภูมิ แต่ฉันเองก็อยากทำประโยชน์ให้ชาวบ้านที่นี่เหมือนกันล่ะ ในเมื่อฉันมาวุ่นวายในป่าของเขาซะเต็มที่ ก็เลยต้องทำอะไรตอบแทนหน่อย
สะพานก็สร้างแบบง่ายๆ จากเถาวัลย์กับท่อนไม้ใหญ่ๆ เท่าที่พวกเราจะทำได้
และดูเหมือนหนุ่มๆหลายคนจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสะพานนี้ เพราะดูหุ่นแต่ละคนจะล่ำบึ้กกันทั้งนั้น

สร้างสะพานเสร็จเราก็ออกเดินทางต่อจนถึงป่าสนเขา เราสองคนได้ยินเสียงอะไรซักอย่าง ฉันเองก็เดาไปเยอะ งู หมู แมว หมา ไก่ ไผ่ นก ฯลฯ แต่ไทยก็ทำให้ฉันแน่ใจว่าที่เดามาน่ะมันผิดหมด ที่จริงมันคือเสือ....
บอกตามตรงเลยว่ากลัวจนทำอะไรไม่ถูก จะกรี๊ดก็กลัวเสือจะตามมาจ๊ะเอ๋ จะวิ่งก็ไม่รู้จะไปทางไหน เกิดมาชาตินี้นึกว่าจะได้เจอเสือแค่ในเขาดิน นี่ต้องมาเจอที่ดอยแตะเมฆด้วยเหรอเนี่ย
ไทยทำหน้าที่บัดดี้ที่ดีเยี่ยมอีกแล้ว เพราะในขณะที่ฉันกำลังช็อคกับเจ้าเสือ ไทยก็ชวนฉันวิ่งๆๆ จนถึงบ่อน้ำพุร้อน เหนื่อยใจจะขาด

ต่อไปก็ได้เวลากินแล้วสิ เราใช้เถาวัลย์สานเป็นตาข่ายตามไอเดียของไทย แล้วก็จัดแจงต้มไข่ซะเรียบร้อย ฉันขอให้ไทยต้มไข่สองแบบเลย คือไข่ยางมะตูมและไข่ต้มสุก งานนี้จะมีไข้หวัดนกฉันก็ไม่กลัวแล้วล่ะ
น้ำในบ่อก็ปุดๆ ยิ่งดูยิ่งหิว พอต้มไข่เสร็จแล้วเอาไปนั่งกินกันที่น้ำตก โรแมนติกซะ...ไข่อร่อยมากเลยล่ะ เสียดายที่ไม่มีแม็กกี้มาเหยาะซักหน่อย ไม่งั้นจะอร่อยเหาะเลย
ฉันแกะไข่ป้อนให้ไทยไปด้วยเสร็จสรรพ ก็เขาทำอะไรให้บัดดี้อย่างฉันมาเยอะแยะแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องตอบแทนกันมั่งเนอะ

พออิ่มท้องแล้วเราก็เดินมาจนถึงหมู่บ้านชาวเขา กางแผนที่ดูก็ดีใจแทบกรี๊ด ถึงครึ่งทางแล้วล่ะ
ฉันไม่เคยมาในสถานที่แบบนี้เลยนะ เคยเห็นแค่ในทีวีเท่านั้นแหละ เด็กชาวเขาแต่ละคนถึงหน้าตาจะดูมอมแมม แต่ก็น่ารักกันทั้งนั้นเลย ยิ้มแย้มแจ่มใส เห็นแล้วหมั่นเขี้ยว (เย้ย)
เด็กๆก็ดีใจที่มีคนต่างถิ่นมาที่หมู่บ้าน ส่วนผู้ใหญ่ก็มองเราสองคนอย่างไม่วางตา อยากจะบอกเขาจังว่าจ้องอย่างงี้ มันเขินนะจะบอกให้
แล้วฉันก็เกิดอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาซะอย่างงั้น สงสัยตอนเดินมาจะซดน้ำเข้าไปเยอะเกินซะล่ะมั้ง มันแย่ที่ชาวเขาที่นี่ฟังภาษาไทยไม่ออก แล้วฉันก็พูดภาษาท้องถิ่นของทีนี่ไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจใช้ภาษากายสื่อสารกัน
อย่าให้เล่ามากเลยว่าทำท่าอะไรไปมั่ง นึกแล้วก็อนาถตัวเองจริงๆ แต่ก็ดีที่เขาเข้าใจท่าทางประหลาดๆที่ฉันแสดงให้เขาดูน่ะ ถ้าเกิดฉันเป็นสาวขี้อาย คงได้ลงไปเก็บดอกไม้ข้างทางแหง ไม่อยากคิดเล้ยย

ออกจากหมู่บ้านชาวเขาแล้ว ทีนี้ก็มาถึงกล่องปริศนา ซึ่งไทยยกหน้าที่ล้วงกล่องให้ฉัน เพราะในเมื่อเขาเองเป็นคนที่จัดการเรื่องค่ายนี้ แน่นอนว่าเขาก็ต้องรู้ว่าของที่อยู่ในกล่องมันคืออะไร
ในกล่องมันเป็นตัวอะไรไม่รู้ เส้นๆ ดิ้นไปดิ้นมา จับแล้วจั๊กจี้ชะมัด ฉันว่ามันเป็นไส้เดือนแหละ บรึ๋ยยย นึกแล้วก็ขนลุก
ไทยนะไทย เอาอะไรมาใส่กล่องก็ไม่รู้ อุตส่าห์บอกว่าไม่ชอบสัตว์ที่มันพิลึกๆก็ยังจะใส่มา แหวะๆ
ฉันอยู่กับกล่องนั่นไม่นานหรอก ขืนนานเดี๋ยวจะได้ขยะขแยงอาละวาดพังกล่องพอดี

เดินต่อมาเรื่อยๆอีกก็มาถึงทุ่งดอกไม้............สวยมากกกกก ขนาดตอนนี้เดินป่าเสร็จมานานแล้วก็ยังจำได้ว่ามันเป็นยังไง
ทุ่งดอกไม้ที่มีดอกไม้สีม่วงอ่อนๆเป็นปุยๆเรียงแถวกันไปไกลสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส เมฆก็ขาวสะอาดเป็นยังกับสำลี แถมยังมีรายละเอียดยิบย่อยมากมายที่ฉันไม่สามารถถ่ายทอดมาเป็นตัวหนังสือได้หมด
แล้วฉันก็สวมวิญญาณช่างภาพอีกครั้ง วิ่งถ่ายรูปราวกับตัวเองเป็นนางเอกในเรื่อง Sound of Music เลยล่ะ
   
        "Do, a deer, a female deer.
         Re, a drop of golden sun.
         Me, a name I call myself.
         Fa, a long, long way to run.
         Sol, a needle pulling thread,
         La, a note to follow sew,
         Te, a drink with jam and bread!
         That will bring us back to do oh-oh-oh!"


เอ๊ะ....นอกเรื่องไปใหญ่แล้ว นี่เรากำลังอยู่ในดอยแตะเมฆ แล้วเราก็เป็นมินท์นะ ไม่ใช่มาเรีย เฮ่อ....แถมเขียนเนื้อเพลงลงไดอารี่ซะเสร็จสรรพเลยแฮะ
กลับเข้าเรื่องต่อ ฉันถ่ายรูปคู่กับไทยไว้เป็นที่ระลึกด้วยล่ะ โชคดีที่กล้องฉันมันตั้งเวลาได้ ก็เลยได้รูปมาแบบไม่ต้องทุลักทุเลนัก

ชื่นชมธรรมชาติอันสวยงามซะหนำใจ ไทยก็ชวนฉันเดินต่อ ไม่งั้นเดี๋ยวพระอาทิตย์จะตกดินซะก่อน แล้วที่เราเดินกันมาก็จะเสียเปล่าซะหมด แต่ก็เหมือนฟ้าจะไม่เป็นใจ ระหว่างทางที่ฉันกำลังเดินไปผาแตะเมฆ ฝนเกิดตกขึ้นมาซะอย่างงั้น
ทั้งฉันและไทยต่างก็ไม่มีร่ม เลยแวะหลบฝนที่ต้นไม้ ไทยเอาธูปมาจุดขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเราสองคน มาแนวไสยศาสตร์กันเลยทีเดียว ส่วนฉันก็เอาต้นแบบมาจากในการ์ตูนญี่ปุ่นที่ฉันเคยดู นั่นก็คือตุ๊กตาไล่ฝน
ไม่น่าเชื่อว่าฝนเริ่มซา สักพักมันก็หยุด ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณไสยของไทย หรือตุ๊กตาของฉันกันแน่ที่ทำให้ฝนหยุด

เราสองคนรีบวิ่งไปที่ผาแตะเมฆ เพื่อนๆหลายคนรออยู่ที่นั่นแล้ว
แล้วฉันก็ได้ดูพระอาทิตย์ตกบนดอยสมใจอยาก ทั้งสวย บรรยากาศโรแมนติกที่สุด พระอาทิตย์แดงแป๊ดยังกับลูกไฟโตๆ แถมมีเสียงเอฟเฟกต์เป็นเสียงการ้อง อาห้อย อาห้อยคลอไปด้วย
มีความสุข สนุกที่สุดเลย

เมื่อยมือชะมัด พักมือก่อนซักแป๊ปแล้วกลับมาเขียนต่อดีกว่า กิจกรรมรอบกองไฟยังมีอะไรสนุกๆเยอะเลยล่ะ


ปล. ได้ข่าวว่าตอนที่เพื่อนๆกำลังอินกับพระอาทิตย์ตก อินทรีถือโอกาสเนียน กระดื๊บๆไปหาลี่ลี่ด้วยแหละ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นยังไง ฮ่าๆ 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ใครว่าไทยหลับ ไทยนั่งสมาธิฟังมินท์ ตะหาก อิอิ
แล้วจะมาอ่านบันทึกบัดดี้นะครับ

มีอะไรปรึกษาไทยบอกไทยได้นะมินท์
เดี๋ยวสูบัดดี้คู่อื่นไม่ได้นะ.. อิอิ

#1 By Thai-Cubic on 2008-05-08 00:42

นั่งสมาธิที่ไหนกรนคร่อกคะไทย?


ตอนนี้ยังแนะอะไรไม่ถูกละ อาศัยของไทยเป็นแนวการเขียนละกัน big smile
อ๊าาาา

ผมเองก็อยากลองนั่งรถไฟดูบ้างจัง
มองไปข้างนอกหน้าต่างอาจจะเห็นอะไรบ้างก็ได้นะฮะ

เดาว่า เป็นเสาไฟฟ้าไงล่ะ question

#3 By Kyril on 2008-05-08 01:01

เขียนได้ดูเป็นไดอารี่รวมเล่มเลย
ได้บรรยากาศดีครับผม

เช่นเดิม ยิ่งอ่านยิ่งได้รู้จักมินต์มากขึ้นครับ
รออ่านต่อไปbig smile

#4 By ร.ร.ล.บ. on 2008-05-08 01:10

ชวนไอริสกับพราวไปแร่ดที่อเมริกาดีกว่า หมั่นไส้คนไปค่าย~!!

#5 By :::Patricia::: on 2008-05-08 02:01

เข้าใจบรรยากาศสันบนรถไฟแล้วโดนดุเลยค่ะ (โดนบ่อย)

รอเหตุการณ์ตอนเดินป่าอยู่นะคะ ^ ^

#6 By ReNile on 2008-05-08 11:40

เขียนเก่งจังฮะ


อ่านแล้วรู้สึกเหมือนมินต์เป็นนักถ่ายทอดอารมณ์ surprised smile

#7 By Zairen_Bibliophobia on 2008-05-08 13:04

เอ... เรานั่งรถนอนชั้นสองไม่ใช่หรอคะ?หรือยังไงหว่า

#8

เหะ....จริงด้วยสิ

อว๋ายยยย เบลอได้อีก งั้นเดี๋ยวไปหาวิธีแก้ก่อน 555

ขอบคุณนะคะตั้งโอ๋ big smile
เขียนเก่งดีครับ ให้ความรู้สึกเหมือนเกิดขึ้นจริงเลยbig smile