MySelf

วันศุกร์สีดำ

posted on 28 Nov 2009 13:31 by pink76  in MySelf

 

ปลายเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ที่อเมริกาเขามีเทศกาลใหญ่กันค่ะ

เทศกาลนี้มีชื่อว่า Thanksgiving

 

ถ้าจะให้เล่าคร่าวๆ Thanksgiving เป็นเทศกาลขอบคุณพระเจ้า่
แต่ก็มีอะไรเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้บุกเบิกประเทศอเมริกาด้วย ซึ่งมักจะจัดขึ้นในวันพฤหัสที่สี่ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี

ชาวอเมริกันส่วนมากก็จะกลับบ้านกันค่ะ ถ้าสามารถทำได้ เพราะเราจะได้วันหยุดยาวเหยียดกัน
กลับบ้านไปหาพ่อแม่แล้วก็ทานข้าวร่วมกัน อาหารที่ต้องมีทุกบ้านก็จะเป็นไก่งวงและพายที่มีให้กินไม่อั้น


คุณตา(คุณพ่อของโฮสต์) เคยบอกไว้ประมาณว่า

'If you left and you're hungry, it's your fault'

เพราะฉะนั้นทุกคนก็เลยทำท้องให้ว่าง ทำตัวให้หิว แล้วก็กินในวัน Thanksgiving จนกินอะไรต่อไม่ไหวเลยทีเดียว เพื่อนเราอุตส่าห์พยายามลดน้ำหนัก เพื่อไปกินอาหารวัน Thanksgiving นี่แหละค่ะ

ของเค้าเยอะจริงๆ

 

 

 

หลังจากวัน Thanksgiving ก็จะเป็นวันศุกร์ที่ไม่ใช่ศุกร์ธรรมดา

เพราะมันเป็น Black Friday

 

Black Friday ไม่ใช่วันที่ให้ทุกคนมาใส่เสื้อผ้าสีดำ แต่มันเ้ป็นวันที่ร้านค้า ห้างทุกแห่งจะพร้อมใจกันลดราคาสินค้าแบบกระหน่ำซัมเมอร์เซล โดยที่รายละเอียดของสินค้าส่วนหนึ่งจะมีในโบรชัวร์เล่มแอบหนา สอดมาพร้อมกับหนังสือพิมพ์วันก่อน Black Friday

อย่างเช่นเสื้อผ้า ลดราคาตั้งแต่ 25%-50%
เสื้อยืดราคาแค่ $5
หรือเสื้อโค้ทที่เดิมราคามากกว่า $200 ก็ลดจนเหลือราคา $100 กว่าๆ
เป็นต้น

แล้วเรื่องมันก็เริ่มจากของลดราคานี่แหละค่ะ

วันหนึ่งโฮสต์นั่งดูโบรชัวร์ในเวบไซต์เพลินๆ กำลังวางแผนว่าจะซื้ออะไรบ้างในวัน Black Friday
แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับ Laptop HP ราคา $200 ในขณะที่ราคาปกติจะราวๆ $400-$500 ได้

ปัญหาคือของถูกและดีไม่ได้มีมากในโลกค่ะ เพราะว่าจำนวนที่มีต่อร้านคือ 10 เครื่องเท่าันั้น
และเมื่อเราโทรไปสอบถามที่ร้าน ได้ข่าวว่าคนเริ่มตั้งแถวกันตั้งแต่หกโมงเย็นของวันก่อนหน้านั้นเพื่อรับตั๋วแลกซื้อ Laptop ตอนตีสามครึ่ง

และเพราะเหตุนี้นี่เอง จึงทำให้เรา Cheryl(Hostmother) Jalen(Hostbrother) และ Christoph(German foreign exchange) มายืนอยู่ที่นี่ตอนหกโมงเย็นนิดๆ

 

 


 

ตอนที่เรามาถึง มีคนกลุ่มหนึ่งต่อแถวอยู่ก่อนหน้าแล้วราวๆ ห้าหกคน และมีห้าคนในกลุ่มนั้นที่ต้องการจะซื้อ Laptop ที่ว่า พวกเราถามเขาว่ามาต่อแถวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เขาตอบว่า บ่ายสามโมงครึ่ง!
แอบโล่งใจไปนิดนึงที่เราไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่คิดทำแบบนี้

พอรู้ทำเลที่นั่งแล้วก็ทยอยขนของลงจากรถ มีทั้งเก้าอี้ ถุงนอน หมอน ผ้าห่มอีกเยอะแยะมากมายมหาศาลเท่าที่จะหาเจอในบ้านมาได้
ก็จัดแจงพยายามทำตัวให้อุ่นมาก ยิ่งดีขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่าคนกลุ่มแรกที่มาถึงเขาหิ้วฮีตเตอร์มาด้วย

ก็เลยไปขออาศัยไออุ่นจากฮีตเตอร์ตามสมควร ช่วยได้เยอะจริงๆ

และความรู้ใหม่ที่เพิ่งได้จากการออกมานั่งท้าลมหนาวแข็งในคืนนั้นก็คือ
ฝรั่งไม่ได้ขี้ร้อนไปซะทุกคน และฝรั่งก็สั่นเป็น
เขาก็หนาวเป็นนั่นแหละ เพียงแต่เขาชินมากกว่าคนไทยตัวน้อยๆอย่างเี่รา
ในขณะที่ฝรั่งเดินทอดน่องนอกบ้านสบายอารมณ์ คนไทยอาจจะคว้าหาเสื้อกันหนาวมาใส่แล้วเพราะพวกเราไม่ชินกับอากาศหนาวกัน

และนี่เป็นเหตุผลที่เพื่อนบอกว่าเราบ้าค่ะ ขี้หนาวแล้วยังจะหาเรื่องนอนข้างนอกอีก

มาดูกันดีกว่าว่าคืนนั้นเราใส่อะไรบ้าง

เดี๋ยวจะหาว่าเวอร์ว่าทำไมใส่ส้งใส่เสื้อเป็นหมี
อุณหภูมิตอนหัวค่ำนี่ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส พอดึกๆหน่อยก็ลงไปอาจจะถึง 0 องศาแล้วล่ะค่ะ 

 


(คนกลุ่มนี้เค้าเอาเต็นท์มากาง แล้วก็เอาฮีทเตอร์ไปเปิดในเต็นท์ แลดูสบายอารมณ์มาก!)

 

ถามว่าหนึ่งคืนเต็มๆทำอะไรบ้าง แน่นอนว่าไม่ได้นั่งรอนอนรออย่างเีดียวค่ะ
ก็คว้าเอา mp3 ที่กำลังจะปลดระวางหลังจากคืนนี้มานั่งฟัง แล้วก็อ่าน Twilight

บางคนเห็นแล้วอาจจะบอกว่า เฮ้ย ยัยนี่เพิ่งอ่านเล่มหนึ่งเองเหรอเนี่ย
ค่ะ เพิ่งอ่านเล่มแรกเพราะตอนแรกนี่ไม่เคยจะสนใจเลย จนเพื่อนที่นี่เอาหนังภาคแรกมาใหู้ดู แถมพาไปดู New Moon ก็เลยอยากอ่านขึ้นมาซะอย่างงั้น

Twilight เล่มนี้เยินมาก เพราะตอนไปยืมเพื่อน เพื่อนบอกว่ามีเล่มสวยกับเล่มเละ.....
ไม่ต้องถาม เอาเล่มเละมาเลยเพราะไม่อยากทำให้เล่มสวยเพื่อนเยินไปซะก่อน

ส่วนแก้วข้างๆเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยแก้หนาวได้ชะงัดนัก
มันคือคาปูชิโน่กลิ่นวานิลลาค่ะ คือมันก็ไม่กาแฟอะ แต่วานิลลานี่มาเต็มข้อเลย
แต่ดื่มแล้วช่วยให้ไม่แข็ง อะไรก็เอาทั้งนั้นล่ะ

 

จากตอนหัวค่ำที่มีคนมาราวๆสิบกว่าคน
และนี่คือภาพที่ถ่ายตอนราวๆเที่ยงคืนถึงตีหนึ่งค่ะ

แถวนี้เป็นกลุ่มคนที่ไม่ใช่กลุ่มสิบกว่าคนแรกแล้ว มันยาวไปถึีงลานจอดรถเลย
ยิ่งตอนราวๆตีสาม ใกล้ช่วงแจกตั๋วแล้ว คนนี่ยาวเ้ป็นหางว่าวเลยค่ะ
ยาวจนเราคิดว่า แกจะมายืนรอกันทำไมเนี่ยในเมื่อตั๋วมันหมดตั้งแต่คนแรกๆแล้ว

พอตอนตีสองกว่าๆก็เริ่มมีพนักงานเข้ามาทำงาน
เราก็เริ่มยืนกดดัน เผื่อเขาจะออกมาแจกตั๋วก่อนเวลา

แต่เขาก็ไม่......

ก็ยืนรอจนตีสามครึ่ง พนักงานก็ออกมาพร้อมแฟ้มที่มีแผนที่ร้านและตั๋วแลกซื้อสินค้า
พอคนในกลุ่มแรกได้ตั๋วไปแล้ว เราก็รีบพุ่งเข้าไปขอบ้างทันที

ผลปรากฎว่าเราได้ Laptop ตามที่ต้องการ ซึ่งก็มี Cheryl Jalen แล้วก็ Christoph ที่ต้องการจะซื้อจริงๆ
ส่วนเราก็ขอให้เพื่อนอีนคนที่อยากได้แ่ต่มาต่อแถวไม่ทัน
แถมข้างหลังเราก็เป็นเพื่อนของ HostBrother ที่มาต่อแถวด้วยกันตั้งแต่ตอนหนึ่งทุ่ม เขาก็ได้เครื่องสุดท้ายไป

 

แต่ได้ตั๋วมาแล้วก็ใช่ว่าจะจบ เพราะเราต้องยืนรออยู่หน้าร้านจนกว่าจะถึงตีห้าซึ่งเป็นเวลาเปิดร้านถึงจะเข้าไปซื้อของได้

ก็ตามที่คิดกันแหละค่ะ ทุกคนนี่รอหน้าประตูตั้งแต่ได้ตั๋วกันมาแล้ว
เตรียมตัวสตาร์ทได้ทุกนาที

พอได้เวลาห้างเปิด ลองนึกภาพเกมโชว์ที่เขาให้คนเข้าไปแข่งซื้อของในซุปเปอร์มาร์เกตน่ะค่ะ
กรูวูบเข้าไป บางคนก็คว้า X-Box บางคนก็คว้า Wii บางคนก็คว้า CD-DVD มาเป็นตั้งๆ บางคนก็ได้ iPod มา
ของในห้างไ่ม่ใช่ว่าจะถูกกว่าปกติเมื่อไหร่ แต่ทุกคนเหมือนกระหายการช็อปปิ้งของแพงน่ะค่ะ
หยิบมากันเพียบ

จากนั้นก็ชำระเงินตามปกติ ตอนจ่ายนี่แอบปาดเหงื่อเหมือนกัน
ก็ iPod มันถูกที่ไหนล่ะคะ่!!!!!!!

 

แต่ได้ข่าวว่าที่ Best Buy นี่คือชิลๆแล้ว
ถ้าไปที่ห้าง Target หรือ Walmart ซึ่งเป็นห้างคล้ายๆ Big C หรือ Lotus บ้านเรา
เขาว่าบ้าคลั่งกว่านี้เยอะค่ะ!

วันจันทร์หลังวันหยุดเทศกาล Thanksgiving ก็ไปโรงเรียนตามปกติ
ก็มีเพื่อนทักบ้าง เราก็เล่าว่าเราไปทำอะไรมา พอเพื่อนๆฟังจบ ประโยคหนึ่งที่ทุกคนพูดเหมือนกันเลยคือ

"You're crazy!"

ใช่ มันบ้าจริงๆแหละไปทำอะไรแบบนี้ หนาวก็หนาว
ถ้าถามว่ามีโอกาสให้ทำจะทำอีกมั้ย ขอตอบว่าไม่เอาอีกแล้วล่ะค่ะ!

ว่าแต่.....ถ้ามีเต็นท์กับฮีทเตอร์ ก็ขอคิดดูก่อนนะ..........